หากจะกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในประเทศกัมพูชา สถานที่แรกที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องนึกถึงคงหนีไม่พ้นนครวัดที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งเคยมีคนกล่าวไว้ว่า “See Angkor Wat and Die” ก่อนตายขอให้ได้ไปชมนครวัดสักครั้งในชีวิต และหนึ่งในมนต์เสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนที่ไปเยือนนครวัดเป็นอันต้องหลงใหลในความมหัศจรรย์นั่นคือการนำหินขนาดใหญ่มหึมามาเรียงรายต่อกันแล้วสลักลวดลายอันวิจิตรบรรจงลงหินแต่ละก้อนอย่างปราณีตงดงาม โดยรอบผนังระเบียงของปราสาทนครวัดมีภาพแกะสลักหินที่บอกเล่าเรื่องราวจากวรรณคดีตามความเชื่อทางศาสนาฮินดู เช่น รามายณะ มหาภารตยุทธ์ ปรากฏอยู่ทั่วไม่เว้นแม้กระทั่งกรอบประตูและช่องหน้าต่าง จึงทำให้ปราสาทนครวัดมีความงดงามอลังการ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของชาวเขมรโบราณและความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรในสมัยที่เคยรุ่งเรือง ที่ถึงแม้มีอายุมานานนับพันปีแล้วแต่ยังคงทิ้งร่องรอยความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู
ที่มา https://bangkokattractions.com
ในจำนวนภาพแกะสลักทั้งหมดที่มีในปราสาทนครวัดมีอยู่ภาพหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ตระการตาที่สุดที่ผู้ไปเยือนนครวัดทุกคนต้องไปชม คือภาพแกะสลักที่ระเบียงทิศตะวันออกฝั่งใต้ ผนังกำแพงแกะสลักหินมีความยาวประมาณ 50 เมตร เป็นเรื่องราวจากคัมภีร์ภควัตปุราณะ ว่าด้วยตำนานการกวนเกษียรสมุทร ตรงกลางภาพเป็นรูปพระวิษณุประทับบนเขามันทระ ซึ่งมีพญานาควาสุกรีพันรอบเขา หัวนาคอยู่ทางด้านซ้ายมีอสูรฉุด 92 ตน หางนาคด้านขวามีเทวดา 88 องค์ ส่วนด้านล่างมีเต่ายักษ์หนุนเขาอยู่ ซึ่งเป็นร่างอวตารของพระวิษณุมีชื่อว่า “กูมาวตาร”
เรื่องราวตำนานการกวนเกษียรสมุทร เกิดจากการที่ฤๅษีทุรวาสซึ่งเป็นร่างอวตารของพระศิวะ ได้รับพวงมาลัยดอกไม้ทิพย์จากพระแม่ปาราวตี แล้วบังเอิญพบกับพระอินทร์ซึ่งประทับอยู่บนพญาช้าง ฤๅษีทุรวาสจึงถวายพวงมาลัยดอกไม้ทิพย์ให้กับพระอินทร์ แต่เนื่องด้วยกลิ่นของพวงมาลัยดอกไม้ทิพย์นั้นทำให้พญาช้างเกิดอาการคลุ้มคลั่ง จึงใช้งวงเหวี่ยงมาลัยทิพย์ลงพื้นแล้วกระทืบจนแหลกละเอียดต่อหน้าฤษีทุรวาส เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ฤษีทุรวาสเกิดบันดาลโทษะ ด้วยความโกรธเคืองจึงสาปแช่งให้พระอินทร์และเหล่าเทพบนสวรรค์เพลี่ยงพล้ำในสงครามกับเหล่าอสูรในทุกครั้งไป พระวิษณุเห็นดังนั้นจึงออกอุบายช่วยเหลือเหล่าเทพโดยทำการกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอำมฤตมาดื่มเหล่าเทพจะมีชีวิตเป็นอมตะและไม่พ่ายแพ้ในสงคราม แต่เนื่องจากพิธีนี้ต้องอาศัยแรงอสูรมาร่วมมือด้วย พระอินทร์จึงหลอกล่อให้เหล่าอสูรมาช่วยกันกวนเกษียรสมุทรพอเสร็จแล้วจะแบ่งน้ำอมฤตให้ เหล่าอสูรหลงกลจึงได้เกิดพิธีการกวนเกษียรสมุทรขึ้น
พระวิษณุใช้เขามันทระเป็นแกนในการกวนน้ำในมหาสมุทรกลศะ ใช้พญานาควาสุกรีพันล้อมรอบเขาเป็นเชือกให้เทพดึงข้างหนึ่งอสูรดึงอีกข้างหนึ่ง ฝ่ายเทพฉลาดเลือกดึงหางนาคส่วนอสูรต้องดึงทางหัว การกวนผ่านไปเรื่อยๆโดยต่างฝ่ายต่างออกแรงฉุดพญานาควาสุกรีกันเป็นจังหวะ ทำให้เขามันทระหมุนเสียดสีกับพื้นเกิดการสั่นสะเทือนไปสามโลก อีกทั้งเขามันทระค่อยๆจมไปในมหาสมุทรเนื่องจากมีอสูรมัจฉาคอยแทะแผ่นดินเพื่อเปิดทางให้น้ำอมฤตไหลเข้าสู่โลกมนุษย์ พระวิษณุเห็นว่าหากปล่อยไว้แบบนั้นโลกอาจพังพินาศได้ จึงอวตารเป็นเต่ายักษ์กูรมาวตารเพื่อมาปราบอสูรมัจฉาและใช้กระดองของตนเองรองรับแรงเสียดสีของเขามันทระไม่ให้ทะลุมาโลกมนุษย์ พิธีกวนเกษียรสมุทรใช้เวลายาวนานจนพญานาควาสุกรีทนไม่ไหวพ่นพิษหาลาหลออกมา เหล่าอสูรที่อยู่ด้านหัวต่างได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก และเนื่องด้วยพิษร้ายในคราวนี้เองจึงทำให้หน้าตาของพวกอสูรที่เคยงดงามประหนึ่งเป็นเทพต้องมลายหายไปเป็นมีหน้าตาที่น่าเกลียดน่ากลัว อีกทั้งละอองพิษหาลาหลนี้ยังกระจายไปทั่วทั้งจักรวาล พระศิวะจึงช่วยดูดกลืนพิษร้ายที่เหลือทั้งหมดไว้ทำให้คอพระศิวะมีสีดำสนิท พระองค์จึงได้ชื่อว่านิลกัณฑ์ ผู้เขียนเคยได้ยินมาว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความรักสีดำเปรียบดังคอของพระศิวะ อันเนื่องมาจากความเสียสละของพระองค์ที่รับพิษทั้งหมดไว้แทนมนุษย์
เมื่อการกวนเกษียรสมุทรของเหล่าเทพและอสูรผ่านพ้นไปครบหนึ่งพันปีจนน้ำในมหาสมุทรข้นเป็นน้ำนม จึงเกิดสิ่งของวิเศษต่างๆขึ้นมา 14 อย่าง ได้แก่
สิ่งแรกคือดวงจันทร์ พระวิษณุหยิบเอาดวงจันทร์มาทัดเป็นปิ่นปักผม เทวดาและอสูรเห็นถึงรัศมีที่เปล่งประกายงดงามของพระศิวะและดวงจันทร์คู่กันอย่างเหมาะสม จึงต่างสรรเสริญพระนามให้ใหม่ในทันทีว่า “จันทรเศขร”
สิ่งที่สองคือ แก้วเกาสตุภะ พระวิษณุใช้เป็นเครื่องประดับพระอุระ
สิ่งที่สามคือ ดอกบัวซึ่งมีพระนางลักษมีประทับอยู่ภายใน โดยพระนางลักษมีไปเป็นชายาของพระวิษณุ
สิ่งที่สี่คือ นางวารุณีเทพีแหล่งสุราเมรัย
สิ่งที่ห้าคือ ช้างเผือกเอราวัณ เป็นพาหนะประจำพระองค์ของพระอินทร์
สิ่งที่หกคือ ม้าขาวอุจไจศรพ เป็นพาหนะของพระอินทร์
สิ่งที่เจ็ดคือ ต้นปาริชาติ ดอกมีกลิ่นหอม มีสรรพคุณทำให้สามารถระลึกชาติได้ พระอินทร์จึงนำไปปลูกบนสวรรค์
สิ่งที่แปดคือ โคกามเธนุหรือโคสุรภี แม่โควิเศษที่สามารถบันดาลได้ทุกสิ่งตามต้องการ
สิ่งที่เก้าคือ หริธนู
สิ่งที่สิบคือ สังข์
สิ่งที่สิบเอ็ดคือ นางอัปสราผู้มีความสง่างาม 35 ล้านตน นางอัปสรเป็นผู้ที่มีทั้งความงามและความสามารถในการร้องรำทำเพลง ซึ่งร่ายรำอยู่ด้านบนเป็นการอวยพรการทำพิธีกวนเกษียรสมุทร อัปสรามีความหมายว่าผู้กำเนิดจากน้ำหรือผู้แหวกว่ายในน้ำ ซึ่งภายในปราสาทนครวัดมีภาพแกะสลักรูปนางอัปสรกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งปราสาทกว่า 1,700 องค์ โดยแต่ละองค์จะมีลักษณะท่าทางที่แตกต่างกันออกไป
สิ่งที่สิบสองคือ พิษร้ายซึ่งไม่มีใครรับไว้ครอบครองนอกจากพวกเหล่าอสรพิษทั้งหลาย
สิ่งที่สิบสามและสิบสี่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆกันคือ ธันวันตริเป็นแพทย์สวรรค์ผู้ทูนหม้อน้ำอมฤตขึ้นมา แล้วค่อยๆ ประคองวางลงบนแท่นบัวทองคำอันวิจิตรสถิตอยู่ริมฝั่งเกษียรสมุทร
เมื่อได้น้ำอมฤตแล้วพระวิษณุจึงออกอุบายแปลงเป็นหญิงงาม “โมหิณี” เพื่อหลอกล่อให้เหล่าอสูรสนใจ พอสบโอกาสเหล่าเทพจึงรีบดื่มกินน้ำอมฤตโดยไม่เหลือให้เหล่าอสูรที่กำลังหลงใหลในความงามของนางโมหิณี แต่มีอสูรตนหนึ่งนามว่า “ราหู” ที่ไม่หลงใหลในหญิงงามและแอบแปลงกายเป็นเทวดาเข้าไปร่วมดื่มกินน้ำอมฤต พระจันทร์และพระอาทิตย์รู้เข้าจึงนำเรื่องไปฟ้องพระวิษณุ พระองค์จึงขว้างจักรสุทรรศนะไปตัดร่างราหูขาดเป็นสองท่อน แต่น้ำอมฤตที่ราหูดื่มลงไปถึงกระเพาะทำให้ท่อนบนราหูเป็นอมตะส่วนท่อนล่างกลายเป็นอสุรกายชื่อว่า “ดาวเกตุ” ด้วยความเครียดแค้นในพระจันทร์และพระอาทิตย์ราหูจึงจับพระจันทร์และพระอาทิตย์กิน แต่ความที่ร่างมีเพียงครึ่งเดียวเมื่อกลืนก็หลุดออกมาทางท้อง กลายเป็นตำนานความเชื่อที่ทำให้เกิดเป็นสุรุปราคาและจันทรุปราคา
นอกจากในนครวัดแล้วภาพกวนเกษียรสมุทรยังได้ถูกพบในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อครั้งที่สถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์และได้สร้างนครธมเป็นราชธานี พระองค์ได้ให้ช่างรังสรรค์งานประติมากรรมเล่าเรื่องกวนเกษียรสมุทรไว้ที่ประตูทางเข้าเมืองทั้ง 4 ทิศ แสดงเป็นนัยว่าเมื่อกองทัพของพระองค์ยกทัพออกไปสู้รบกับศัตรู เปรียบเหมือนได้รับการประพรมน้ำอมฤตจากการกวนเกษียรสมุทรเพื่อชีวิตเป็นอมตะและมีชัยชนะตลอดกาล
ตำนานการกวนเกษียรสมุทรยังคงรอให้ทุกท่านได้ไปสัมผัสกับเรื่องราวอันน่ามหัศจรรย์ใจนี้ด้วยตาของท่านเอง ผู้เขียนมั่นใจว่าเรื่องราวตำนานที่ถูกรังสรรค์ให้เป็นศิลปะเขมรโบราณนี้จะตราตรึงอยู่ในใจของผู้ไปเยือนดังเช่นที่ตราตรึงอยู่ในใจของผู้เขียนมิรู้ลืม
อ้างอิง
กวิฎ ตั้งจรัสวงศ์.(ม.ป.ป.).รูปกวนเกษียรสมุทรที่ระเบียงคดชั้นที่ 2 ด้านทิศตะวันออก - ANGKOR
WAT.ค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2562, จาก http://art-in-sea.com/en/kavit/item/145-angkor-
wat6.html
เชียงใหม่นิวส์.(2561).ตามรอยศิลปะขอม สู่ นครวัด นครธม.ค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2561, จาก
https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/683907
ทองคำ วิรัตน์.(2558).ไขปริศนาความลี้ลับแห่งอังกอร์.ค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2562, จาก
http://thongkum.blogspot.com/2015/11/blog-post_88.html?m=1
Feng Shui.(2551).นครวัด..(๓)ตำนานกวนเกษียรสมุทรกำเนิดของอัปสราและราหูทำให้เกิด
จันทรุปราคา ได้อย่างไรหาความจริงได้.ค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2562, จาก
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz/2008/07/01/entry-1
ที่มา http://thongkum.blogspot.com/2015/11/blog-post_88.html
ที่มา http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot/2008/07/16/entry-1
ที่มา https://www.flickr.com/photos/92782865@N00/264702847
ที่มา http://www.siamganesh.com/hindu/archives/440
สิ่งแรกคือดวงจันทร์ พระวิษณุหยิบเอาดวงจันทร์มาทัดเป็นปิ่นปักผม เทวดาและอสูรเห็นถึงรัศมีที่เปล่งประกายงดงามของพระศิวะและดวงจันทร์คู่กันอย่างเหมาะสม จึงต่างสรรเสริญพระนามให้ใหม่ในทันทีว่า “จันทรเศขร”
สิ่งที่สองคือ แก้วเกาสตุภะ พระวิษณุใช้เป็นเครื่องประดับพระอุระ
สิ่งที่สามคือ ดอกบัวซึ่งมีพระนางลักษมีประทับอยู่ภายใน โดยพระนางลักษมีไปเป็นชายาของพระวิษณุ
สิ่งที่สี่คือ นางวารุณีเทพีแหล่งสุราเมรัย
สิ่งที่ห้าคือ ช้างเผือกเอราวัณ เป็นพาหนะประจำพระองค์ของพระอินทร์
สิ่งที่หกคือ ม้าขาวอุจไจศรพ เป็นพาหนะของพระอินทร์
สิ่งที่เจ็ดคือ ต้นปาริชาติ ดอกมีกลิ่นหอม มีสรรพคุณทำให้สามารถระลึกชาติได้ พระอินทร์จึงนำไปปลูกบนสวรรค์
สิ่งที่แปดคือ โคกามเธนุหรือโคสุรภี แม่โควิเศษที่สามารถบันดาลได้ทุกสิ่งตามต้องการ
สิ่งที่เก้าคือ หริธนู
สิ่งที่สิบคือ สังข์
สิ่งที่สิบเอ็ดคือ นางอัปสราผู้มีความสง่างาม 35 ล้านตน นางอัปสรเป็นผู้ที่มีทั้งความงามและความสามารถในการร้องรำทำเพลง ซึ่งร่ายรำอยู่ด้านบนเป็นการอวยพรการทำพิธีกวนเกษียรสมุทร อัปสรามีความหมายว่าผู้กำเนิดจากน้ำหรือผู้แหวกว่ายในน้ำ ซึ่งภายในปราสาทนครวัดมีภาพแกะสลักรูปนางอัปสรกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งปราสาทกว่า 1,700 องค์ โดยแต่ละองค์จะมีลักษณะท่าทางที่แตกต่างกันออกไป
สิ่งที่สิบสองคือ พิษร้ายซึ่งไม่มีใครรับไว้ครอบครองนอกจากพวกเหล่าอสรพิษทั้งหลาย
สิ่งที่สิบสามและสิบสี่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆกันคือ ธันวันตริเป็นแพทย์สวรรค์ผู้ทูนหม้อน้ำอมฤตขึ้นมา แล้วค่อยๆ ประคองวางลงบนแท่นบัวทองคำอันวิจิตรสถิตอยู่ริมฝั่งเกษียรสมุทร
ที่มา http://www.baanjompra.com/webboard/thread-1142-1-1.html
ที่มี https://www.ch3thailand.com/news/scoop/14034
ที่มา https://www.pinterest.com/pin/306737424591655062/
ที่มา https://www.facebook.com/AsianStudiesTH/posts/717795178295400/
ที่มา http://angkorwatsiemreapcambodia.blogspot.com/
อ้างอิง
กวิฎ ตั้งจรัสวงศ์.(ม.ป.ป.).รูปกวนเกษียรสมุทรที่ระเบียงคดชั้นที่ 2 ด้านทิศตะวันออก - ANGKOR
WAT.ค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2562, จาก http://art-in-sea.com/en/kavit/item/145-angkor-
wat6.html
เชียงใหม่นิวส์.(2561).ตามรอยศิลปะขอม สู่ นครวัด นครธม.ค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2561, จาก
https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/683907
ทองคำ วิรัตน์.(2558).ไขปริศนาความลี้ลับแห่งอังกอร์.ค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2562, จาก
http://thongkum.blogspot.com/2015/11/blog-post_88.html?m=1
Feng Shui.(2551).นครวัด..(๓)ตำนานกวนเกษียรสมุทรกำเนิดของอัปสราและราหูทำให้เกิด
จันทรุปราคา ได้อย่างไรหาความจริงได้.ค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2562, จาก
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz/2008/07/01/entry-1









No comments:
Post a Comment