Friday, September 20, 2019

พระนางลักษมี เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์

Image result for Lakshmi
ภาพพระลักษมี จาก https://www.spiri-apps.com/en/attracting-abundance/

           พระลักษมี เป็นหนึ่งใน “ตรีเทวี” ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เชื่อกันว่าพระนางเป็นเทวีผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์และทรงเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย ความมีโชคลาภ ความฉลาดรอบรู้ ความสวยงาม ความบริสุทธิ์ ความเพรียบพร้อมและความเจริญรุ่งเรือง พระนางเป็นชายาของพระวิษณุเทพเจ้าผู้ดูแลรักษาโลก หนึ่งในสามของเทพเจ้าสูงสุด ในศาสนาฮินดูจึงนิยมสักการบูชาพระนางลักษมีเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังพบการบูชาพระลักษมีเป็นเทพเจ้าองค์สำคัญองค์หนึ่งในศาสนาเชนและศาสนาพุทธเช่นกัน

กำเนิดพระลักษมี

ภาพกวนเกษียรสมุทร จาก https://www.ch3thailand.com/news/scoop/14034

           ในคัมภีร์มหาภารตะของศาสนาฮินดูกล่าวไว้ว่า พระนางลักษมีกำเนิดจากฟองน้ำในตอนที่เหล่าเทวดาและอสูรทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอมฤตมาดื่มกิน พระนางจึงได้นามว่า “ชลธิชา” (เกิดแต่น้ำ) หรือ “กษีราพธิตนยา” (ธิดาแห่งทะเลน้ำนม) ในขณะที่กวนเกษียรสมุทรอยู่นั้นได้มีของวิเศษเกิดขึ้นมากมาย พระนางคือของวิเศษที่ปรากฏขึ้นเป็นสิ่งที่ 7  โดยผุดขึ้นมาจากเกษียรสมุทรประทับนั่งบนดอกบัวและในมือถือดอกบัวจึงมีอีกนามหนึ่งว่า “ปัทมา” หรือ “กมลา” (มีความหมายว่าดอกบัว)

Image result for พระนางลักษมี กวนเกษียรสมุทร

           ความงามของพระนางนั้นไม่สามารถหานางฟ้าใดมาเปรียบได้ แม้แต่ปวงฤๅษีที่มีตบะแก่กล้ายังต้องตกตะลึงในความงดงาม เหล่าคนธรรพ์ต่างเอ่ยสรรเสริญความงามของพระนาง เหล่านางอัปสรลอยห้อมล้อมอยู่เต็มท้องฟ้า คงคาในสวรรค์หลั่งน้ำอวยพรให้ ช้างเทวดาก็ใช้งวงจับภาชนะทองตักน้ำมารดถวาย ส่วนเกษียรสมุทรได้ถวายพวงมาลัยทิพย์ที่ร้อยด้วยดอกไม้สวรรค์ซึ่งไม่มีวันเหี่ยวเฉา และพระวิศวกรรมเทพแห่งการช่างและศิลปะก็ทรงเนรมิตเครื่องทรงถวาย พระนางได้นำพวงมาลัยทิพย์มาคล้องให้พระวิษณุ พระวิษณุจึงได้พระนางลักษมีเป็นชายาคู่บารมีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

Related image
ภาพพระรามกับนางสีดา 

           พระนางลักษมีได้เลือกพระวิษณุเป็นพระสวามีนิรันดร์ เมื่อพระวิษณุได้อวตารเป็นพระราม พระนางได้อวตารตามไปเป็นนางสีดา เมื่อพระวิษณุอวตารเป็นพระกฤษณะ พระนางอวตารไปเป็น พระนางราธา หรือ พระรุกมิณี เป็นต้น 
           ในบันทึกโบราณของอินเดียมักถือให้สตรีทั้งปวงเป็นรูปแปลงของพระลักษมี การสมรสและความสัมพันธ์เชิงสามี-ภรรยาของพระลักษมีและพระวิษณุ เป็นแบบอย่างในพิธีกรรมต่างๆของการแต่งงานแบบฮินดู และการที่พระนางเป็นผู้เลือกพระวิษณุเป็นพระสวามีด้วยตนเอง จึงกลายมาเป็นที่มาของพิธีวิวาห์แบบผู้หญิงเป็นฝ่ายไปสู่ขอผู้ชายจากผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย หรือเป็นผู้เลือกฝ่ายชายเป็นสามีเอง เรียกว่า “พิธีสยุมพร

สัญลักษณ์ของพระลักษมี

           สตรี พระนางเป็นสัญลักษณ์ของเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ทรงมีรูปโฉมงดงาม มีนัยน์ตาเหมือนดั่งกลีบดอกบัว สะโพกผายมีทรวดทรงองค์เอว พระวรกายอยู่ในวรรณะขาวหรือทอง แต่งองค์อย่างนางกษัตริย์ สวมเครื่องประดับศีรษะที่ทำจากเพชรพลอย สวมสร้อยสังวาลย์ กุณฑลและธำมรงค์  รูปของพระนางมักปรากฏอยู่คู่กับดอกบัว ทรงประทับบนดอกบัวทั้งการประทับนั่งและยืน และจะถือดอกบัวอยู่เสมอ อีกทั้งยังมักปรากฏในปางที่เรียกว่า “คชลักษมี” โดยจะอยู่คู่กับดอกบัวแล้วช้างเสมอ

Image result for คชลักษมี
ภาพคชลักษมี จาก https://www.siamganesh.com/laksmi8devi.html

           ดอกบัว เกี่ยวข้องกับพระลักษมี แสดงถึงความบริสุทธิ์และพลังแห่งจิตวิญญาณ และตามความเชื่อของชาวอินเดีย ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของน้ำที่ก่อให้เกิดความความอุดมสมบูรณ์ การเจริญงอกงาม 
           ช้าง เป็นสัญลักษณ์ของเมฆฝน ฝนฟ้าตกตามฤดูกาล แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ตามความเชื่อของชาวอินเดีย 
           ดั้งนั้นพระลักษมีที่ปรากฏอยู่คู่กับดอกบัวและช้าง จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ครบถ้วนในทุกประการ


          ตามคติอินเดียพระลักษมีจะปรากฏในรูปกายหลักๆอยู่ 8 รูป เรียกว่า “อัษฏ-ลักษมี” ได้แก่

Image result for ลักษมี 8 ปาง
ภาพ อัษฏ-ลักษมี จาก https://www.siamganesh.com/laksmi8devi.html

           1. อธิลักษมี (Adhi Lakshmi) หรือ มหาลักษมี (Maha Laksshmi) พระลักษมีองค์หลัก มี 4 กร กรหนึ่งถือดอกบัว อีกกรหนึ่งถือธงสีขาว ส่วนอีก 2 กรที่เหลือจะแสดงปางอภัยมุทรา ปางนี้เป็นปางที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด เพราะพระนางอวตารมายังโลกมนุษย์ เชื่อกันว่าปางนี้จะประทานพรแห่งความสำเร็จทั้งทางด้านการเงิน การงาน และความรัก
           2. ธันยลักษมี (Dhanya Lakshmi) พระลักษมีแห่งธัญหาร มี 8 กร โดยจะถือดอกบัวสองดอก คฑา รวงข้าว อ้อย กล้วย ส่วนอีก 2 กร แสดงปางอภัยมุทรา ปางนี้ถือว่าพระองค์เป็นเทวีแห่งความเจริญและความอุดสมบูรณ์ในด้านพืชพรรณธัญญาหาร มีความเชื่อว่า พระแม่โพสพ คือภาคแบ่งของปางนี้
           3. ไธรยลักษมี (Dhairya Lakshmi) หรือ วีรลักษมี (Veera Lakshmi) ปางนี้พระนางมี 8 กร แต่ละกรถือ จักร สังข์ ชาม ลูกศร ตรีศูล (บางครั้งจะเป็นดาบ) ธนู ส่วนอีก 2 กรจะแสดงปางอภัยมุทรา ปางนี้ถือว่าพระเป็นเป็นเทวีผู้เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ
           4. คชลักษมี (Gaja Lakshmi) พระลักษมีแห่งช้าง ประทับนั่งบนดอกบัว มี 4 กร 2 กรถือดอกบัวทั้งสองข้าง ส่วนอีก 2 กรแสดงปางอภัยมุทรา มีช้างสองเชือกขนาบข้างซ้ายขวาในงวงมีหม้อน้ำและรดน้ำจากหม้อน้ำให้ ปางนี้ถือว่าเป็นเทวีแห่งความมั่งคั่งเจริญรุ่งเรือง ความอุดมสมบูรณ์และอุดมไปด้วยพาหนะและสรรพสัตว์ โดยทั่วไปแล้วรูปเคารพของพระนางลักษมีมักปรากฏเป็นปางนี้
           5. สันตนลักษมี (Santhana Lakshmi) มี 6 กร โดย 2 กรถือหม้อกลัศ อีก 2 กรถือโล่และดาบ อีกกรหนึ่งแสดงปางอภัยมุทรา มีเด็กชายถือดอกบัวนั่งอยู่บนตัก ส่วนอีกหนึ่งกรโอบเด็กชายไว้ ในภาคปางนี้ถือว่าพระองค์เป็นเทวีแห่งการสืบพันธุ์ ความเจริญและอุดมไปด้วยลูกหลานและครอบครัว
           6. วิชยลักษมี (Vijaya Lakshmi) มี 8 กร แต่ละกรจะถือ สังข์ ดาบ โล่ ดอกบัว คฑาและบ่วงบาศ ส่วนอีก 2 กรจะแสดงปางอภัยมุทรา ปางนี้ถือว่าเป็นเทวีผู้เปี่ยมไปด้วยชัยชนะและความสำเร็จ
           7. ธนลักษมี (Dhana Lakshmi) มี 6 กร ในแต่ละกรถือ จักร สังข์ หม้อกลัศ คันธนูกับลูกศร และดอกบัว ส่วนอีกหนึ่งกรจะแสดงปางอภัยมุทราและมีเหรียญทองตกลงมาจากพระหัตถ์ ปางนี้ถือว่าพระองค์เป็นเทวีแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย เจริญไปด้วยทรัพย์สินเงินทอง
           8. ไอศวรรยลักษมี (Aishwarya Lakshmi) หรือ วิทยลักษมี (Vidhya Lakshmi) มี 4 กร  2 กรถือดอกบัว ส่วนอีก 2 กรจะแสดงปางอภัยมุทรา ปางนี้ถือว่าพระองค์เป็นเทวีผู้เปี่ยมไปด้วยความรอบรู้ และเป็นพระลักษมีแห่งคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่

พระลักษมีและพระวิษณุ 

Related image
ภาพ พระวิษณุประทับคู่กับพระลักษมี 

ภาพพระลักษมีประทับเดี่ยว 

           เมื่อพระลักษมีประทับเคียงข้างพระวิษณุ ทั้งอยู่ในอิริยาบถทรงยืนเคียงข้างกัน ทรงยืนโอบกอดประทับเคียงข้างกัน ประทับโอบกอด และพระอิริยาบถบรรทม โดยส่วนใหญ่พระลักษมีจะมีเพียง 2 กรและถือดอกบัว แต่ถ้าประทับเดี่ยวโดยส่วนใหญ่จะมี 4 กร และถือดอกบัวอยู่เสมอเช่นกัน

ตัวอย่างศิลปะที่เกี่ยวกับพระลักษมี

หน้าบัน สลักภาพคชลักษมี
ภาพหน้าบันสลักภาพคชลักษมี ที่ปราสาทบันทายศรี จาก 

           หน้าบันสลักภาพคชลักษมี หน้าบันมีลักษณะเป็นทรงสามเหลี่ยม มีกรอบซุ้มแบบโค้งเข้าโค้งออก ตรงกลางด้านบนหน้าบันปรากฏภาพสลักคชลักษมี โดยตรงกลางเป็นรูปสลักพระลักษมีประทับนั่งบนดอกบัว มีช้างขนาบข้างทั้งด้านซ้ายและขวา ในงวงมีหม้อน้ำและกำลังชูงวงขึ้นเพื่อสรงน้ำให้พระนาง ส่วนด้านล่างสลักเป็นรูปครุฑกำลังจับพวงมาลัย

ภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่ปราสาทพนมรุ้ง 

           ภาพแกะสลักทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือ พระวิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ เป็นรูปพระนารายณ์นอนตะแคงขวาอยู่บนพญาอนันตนาคราชที่ทำหน้าที่รองรับพระวรกาย กลางเกษียรสมุทร มีก้านดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภีและพระพรหมประอยู่เหนือดอกบัว และมีพระลักษมีปรากฏอยู่บริเวณปลายพระบาทเพื่อคอยปรนนิบัติพระวิษณุ แสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระสวามีของพระนางลักษมี

อ้างอิง 

กวิฎ ตั้งจรัสวงศ์.(ม.ป.ป).หน้าบันรูปคชลักษมีที่โคปุระชั้นที่ 2 ด้านทิศตะวันออกของปราสาทบันทายสรี             - BANTEAY SREI.ค้นเมื่อ 19 กันยายน 2562,

โขมสี มีภักดี.(2558).ความสำคัญและความหมาย จากประติมานวิทยาพระลักษมี และคชลัษมีจากหลัก
           ฐานโบราณคดี.สงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 21(1), 5-31.จาก 
           https://cdn.fbsbx.com/v/t59.2708-21/12023609_946502932062625_6141929_n.pdf/ 
           ประติมานลักหมี.pdf?_nc_cat=111&_nc_oc=AQkvHI8iBR_IohcwZJdksB_G7lI7M
           61H2s9SH9I4ItSVqX6VIOIiY2TQMIccs4Cjhs&_nc_ht=cdn.fbsbx.com
           &oh=f6404defc728493a52ce2899b9121939&oe=5D871A75&dl=1

เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว.(2550).รูปแบบและความเชื่อของงานศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระศรี ลักษมี  
           ที่พบในประเทศไทยก่อนพุทธศตวรรษที่19.ค้นเมื่อ 19 กันยายน 2562, 
           จาก https://cdn.fbsbx.com/v/t59.270821/70343544_446744889517356_
           4275546269931274240_n.pdf/Lakshami.pdf?_nc_cat=105&_nc_oc=AQmQikGuLV-  
           k4GwkEqzwR5DYtnHJRh0aOwYvKxRIUJdd0WYXlPzsPnO32lWZgMWHb0o&_nc_
           ht=cdn.fbsbx.com&oh=3258274d0dad36c703222b3f89d8d0a0&oe=5D86E5B8&dl=1

เชษฐ์ ติงสัญชลี.(ม.ป.ป).ทับหลังสลักภาพเล่าเรื่องนารายณ์บรรทมสินธุ์.ค้นเมื่อ 19 กันยายน 2562, 
           จาก https://www.sac.or.th/databases/seaarts/th/sculptureth/กัมพูชา/item/497-ทับหลัง 
           สลักภาพเล่าเรื่องนารายณ์บรรทมสินธุ์.html

เชษฐ์ ติงสัญชลี.(ม.ป.ป).หน้าบันสลักภาพคชลักษมี.ค้นเมื่อ 19 กันยายน 2562, จาก
           https://www.sac.or.th/databases/seaarts/th/sculptureth/กัมพูชา/item/485-หน้าบันสลัก
           ภาพคชลักษมี.html







Tuesday, September 17, 2019

หลวงพระบาง ราชธานีอันเก่าแก่สู่เมืองมรดกโลก

           หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดเมืองเล็กๆอย่าง “หลวงพระบาง” แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงเป็นเมืองที่น่าประทับใจและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว จนได้รับการยกย่องให้เป็น “เมืองมรดกโลก” จนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก อีกทั้งยังขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองที่ได้รับการอนุรักษ์ที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” รวมทั้งได้รับรางวัลจากองค์กรระดับโลกต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น World’s Top City 2005 (ที่เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ) รางวัล Award of Merit จากองค์กร UNESCO และรางวัล Best City จาก Wanderlust Travel


Image result for หลวงพระบาง
ภาพประตูเมืองหลวงพระบาง 
จาก https://tourkrub.co/tours/10059-luang-prabang-laos-3d2n-fd.html

           เมืองหลวงพระบาง (ลาว: ຫຼວງພຣະບາງ) เป็นแขวงหนึ่ง (เทียบจังหวัดของไทย) ของ สปป.ลาว ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ มีพื้นที่ทั้งหมด 16,875 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือของเมืองติดกับแขวงพงสาลีและเวียดนาม ทิศใต้ติดกับแขวงเชียงขวางและแขวงเวียงจันทน์ ทิศตะวันออกติดกับแขวงหัวพัน ทิศตะวันตกติดกับแขวง อุดมไซและแขวงไซยะบูลี มีแม่น้ำสายสำคัญ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำคาน แม่น้ำอู แม่น้ำเซือง ตัวเมืองหลวงพระบางตั้งอยู่ริมแม่น้ำคานไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขงคอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวเมืองตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน หลวงพระบางมีประชากรประมาณ 430,000 คน มีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรสำคัญ คือ ป่าไม้และแร่ธาตุ เช่น สังกะสี ทองแดง เหล็ก สินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ลูกเดือย ข้าวโพด ปอสา ไม้สักแปรรูป


Image result for หลวงพระบาง
ภาพเมืองหลวงพระบาง 
จาก https://blog.bangkokair.com/เที่ยวหลวงพระบาง-รวมกิจ/


ประวัติของเมืองหลวงพระบาง
           หลวงพระบาง อดีตเคยเป็นเมืองหลวงของลาวมาก่อนในยุคสมัยอาณาจักรล้านช้างตั้งแต่สมัยสถาปนาอาณาจักร ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า “เมืองชวา” อันเนื่องมากจากมีชาวชวาอาศัยอยู่มากกว่ากลุ่มอื่น และเมื่อ พ.ศ.1300 ขุนลอซึ่งถือเป็นปฐมกษัตริย์ลาวได้ทรงตั้งเมืองชวาเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างและได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่ว่า “เมืองเชียงทอง” เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้ม (พ.ศ. 1896-1916)  เสด็จกลับจากกัมพูชา อันเนื่องจากพระองค์และพระบิดาต้องเสด็จลี้ภัยเพราะถูกขับไล่จากกษัตริย์องค์ก่อน (ซึ่งแท้จริงคือพระอัยกาของเจ้าฟ้างุ้มนั่นเอง) เจ้าฟ้างุ้มทรงรวบรวมกำลังขณะอยู่ในเสียมเรียบ รวบรวมแว่นแคว้นต่างๆของชนเผ่าไท-ลาว ในเขตลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำคาน แม่น้ำอู และนำกองทัพเพื่อกอบกู้ราชบัลลังก์กลับคืนแล้วสถาปนาอาณาจักรขึ้น โดยได้รับความช่วยเหลือจากกษัตริย์ขอม (มเหสีของเจ้าฟ้างุ้ม คือ พระราชธิดาของกษัตริย์ขอมในขณะนั้น) อีกทั้งยังได้นำเอาพุทธศาสนาเข้ามาแทนการนับถือผี


 Image result for พระเจ้าฟ้างุ้ม
ภาพพระเจ้าฟ้างุ้ม 
จาก http://kp-laostravel.blogspot.com/p/blog-page_14.html

           ต่อมาในสมัยพระโพธิสารราชเจ้า พระองค์ได้อาราธนาพระพุทธรูปองค์หนึ่งมีชื่อว่า “พระบาง” เป็นพระพุทธรูปศิลปะสิงหล ซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงคำขึ้นมาประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงทองอันเป็นนครหลวง เมืองเชียงทองจึงถูกเรียกว่า “หลวงพระบาง” นับแต่นั้นมา จนถึงเมื่อปี พ.ศ.2088 พระเจ้าโพธิสารราชเจ้าทรงพิจารณาว่าหลวงพระบางเป็นเมืองในหุบเขายากที่จะขยายให้เป็นเมืองใหญ่ จึงย้ายนครหลวงไปสร้างที่เมืองซายฟอง ตั้งเป็น “นครหลวงเวียงจัน” แต่เจ้ามหาชีวิตยังคงประทับอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง ทำให้หลวงพระบางเป็นเมืองทางเหนือมีเชื้อพระวงศ์ล้านช้างปกครอง จนกระทั่งกลับมาเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างอีกครั้งในสมัยที่ลาวแตกเป็นสามอาณาจักร (อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง, อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์, อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์) กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ยังคงสืบทอดราชบัลลังก์กระทั่งถึงยุคสิ้นสุดของราชวงศ์ อันมีสาเหตุหลักมาจากตกเป็นเมืองขึ้นของสยาม เวียดนาม และฝรั่งเศส ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลวงพระบางกลายเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน และเป็นราชธานีที่เก่าแก่ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรม

Image result for หลวงพระบาง
ภาพเมืองหลวงพระบาง 
จาก https://www.winning-travel.com/product/4007/lpb02

มนต์เสน่ห์แห่งหลวงพระบาง
           หลวงพระบาง เป็นเมืองที่มีความงดงามทั้งทางด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ เมืองถูกรายล้อมไปด้วยวัดวาอารามเหลืองอร่ามอันวิจิตรงดงาม อีกทั้งยังมีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมเป็นอย่างสูง ด้วยชัยภูมิที่ค่อนข้างโดดเด่นของเมืองหลวงพระบาง และด้วยการที่ฝรั่งเศสย้ายศูนย์กลางการปกครองไปอยู่ที่เวียงจันทน์ ทำให้ราชธานีเก่าแก่อย่างหลวงพระบางยังคงบรรยากาศแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้จนกระทั่งทุกถึงวันนี้ แม้ในยุคสงครามกลางเมืองอันยืดเยื้อก็ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ทำให้หลวงพระบางยังคงกลิ่นอายของร่องรอยทางประวัติศาสตร์เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ อาทิเช่น ตึกรามบ้านช่องสไตล์โคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งเศสในยุคสมัยอาณานิคมและสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ประกอบกับการดำรงชีวิตของชาวเมืองที่เรียบง่าย สืบสานขนบธรรมเนียมที่งดงามและประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้ องค์ประกอบต่างๆเหล่านี้ล้วนส่งผลให้หลวงพระบางเป็นเมืองที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์ จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2538

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในหลวงพระบาง

           วัดเชียงทอง เป็นวัดที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ได้รับการยกย่องให้เป็นวัดที่มีความงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของลาว จนถูกขนานนามว่าเป็นดั่ง "อัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว"  วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช และยังคงรูปแบบศิลปะสมัยล้านช้างไว้ได้อย่างสมบูรณ์


Image result for เมืองเชียงทอง
ภาพวัดเชียงทอง จาก https://www.modernpublishing.co.th/tag

Related image
ภาพวัดเชียงทอง 
จาก https://www.telegraph.co.uk/travel/worldwide-escorted-holidays/man-made-wonders/wat-xieng-thong-temple/

            พระราชวังหลวงพระบาง พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2447 ในสมัยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ สืบทอดต่อมาถึงสมัยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของลาว  พระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงหันหน้าเข้าสู่พระธาตุพูสี ตัวอาคารมีลักษณะเป็นรูปแบบฝรั่งแต่หลังคาเป็นทรงแบบลาว  ตัวพระราชวังเป็นหมู่อาคารเตี้ยๆชั้นเดียวตั้งอยู่บนพื้นยกสูง มีการผสมผสานของสถาปัตยกรรมแบบลงตัวระหว่างศิลปะยุคอาณานิคมผสมกับศิลปะแบบล้านช้าง บรรยากาศโดยรอบมีความร่มรื่นจากร่มเงาของต้นไม้ และภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลลาวได้เปลี่ยนพระราชวังหลวงมาเป็น “หอพิพิธภัณฑ์” ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าเยี่ยมชม ภายในพระราชวังมีห้องบรรทม ห้องทรงงาน ห้องพระโรงใหญ่ ห้องพิธีการ ห้องรับแขก และอื่นๆ รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ ฉลองพระองค์ของกษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ของลาวในสมัยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ จนถึงสมัยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของประเทศลาว อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานของ "พระบาง" พระพุทธรูปอันเก่าแก่และคู่บ้านคู่เมืองของเมืองหลวงพระบางอีกด้วย

Image result for พระราชวังหลวงพระบาง
ภาพพระราชวังหลวงพระบาง 
จาก https://www.telegraph.co.uk/travel/worldwide-escorted-holidays/man-made-
wonders/wat-xieng-thong-temple/

Image result for พระบาง
           ภาพพระบาง 
จาก http://supreme-lanna.lnwshop.com/article/10027/พระบาง-เมืองหลวงพระบาง-สปป-ลาว

           พระธาตุพูสี ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบางบนยอดเขาที่มีความสูงราว 150 เมตร ด้านบนเป็นที่ตั้งของพระธาตุจอมสีที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะอยู่จุดไหนในเมืองหลวงพระบางก็สามารถมองเห็นประกายสีทองอร่ามขององค์พระธาตุเมื่อแสงแดดสาดส่องได้อย่างชัดเจน ตัวพระธาตุเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมปิดทองทั้งองค์ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม บนยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสำริด 7 ชั้น สูง 21 เมตร สถานที่แห่งนี้ยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองหลวงพระบางได้ทั้งเมือง แต่ทางเดินขึ้นด้านหน้าเป็นขั้นบันไดคดเคี้ยวสูง 328 ขั้น ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นไปเยี่ยมชมควรเตรียมร่างกายให้พร้อม

ภาพพระธาติพูสี 
จาก http://laostravel.indochinacharm.com/magnetic-mount-phousi-luang-prabang-laos-impressive-panorama/

Related image
ภาพพระธาติพูสี 
จาก https://www.lonelyplanet.com/laos/luang-prabang/attractions/phu-si/a/poi-sig/442488/356927

ภาพบันไดทางขึ้นพระธาติพูสี จาก https://www.ilovetogo.com/Article/71/2472/Article.aspx

           การตักบาตรข้าวเหนียว ยังเป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ของหลวงพระบาง ถือว่าเป็นประเพณีอันงดงามของชาวเมืองที่ยังคงสืบสานกันมาอย่างยาวนาน เป็นการตักบาตรที่คล้ายกับทางภาคอีสานของไทย โดยการตักบาตรข้าวเหนียว ชาวหลวงพระบางจะฟังเสียงกลองของวัดในยามเช้าตรู่ ซึ่งเป็นสัญญาณให้เตรียมตัวปูเสื่อรออยู่ริมทางที่พระจะเดินบิณฑบาต โดยการแต่งตัวของผู้หญิงจะต้องนุ่งผ้าซิ่น มีแพรเบี่ยงหรือผ้าสไบพาดไหล่ ผู้ชายจะต้องนุ่งกางเกงขายาวและมีผ้าพาดเช่นกัน ทั้งนี้ตอนใส่บาตร ผู้ใส่บาตรจะต้องไม่สวมรองเท้าและนั่งคุกเข่า

ภาพจาก http://go-graph.com/gograph-x-sofitel-luang-prabang/

           ถ้าท่านอ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า หลวงพระบางเป็นราชธานีเก่าเก่าที่อุดมไปด้วยเรื่องราวทาง ประวัติศาสตร์อันลุ่มลึก เมืองแห่งนี้สามารถรักษาความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยสามารถปรับให้เข้ากับสังคมเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ทั้งวิถีชีวิตที่สงบเรียบง่ายแต่น่าหลงใหล ธรรมชาติอันสมบูรณ์  สถาปัตยกรรมที่สามารถผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัว ประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่สืบสานกันมาอย่างยาวนานและความผูกพันในพระศาสนาของคนเมืองนี้ที่ยังมีชีวิตชีวาไม่สูญหายเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เอกลักษณ์เหล่านี้เป็นมนต์เสน่ห์ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยี่ยมเยือน และสามารถนำพาพวกเขาเหล่านั้นกลับมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า และเมืองเล็กๆที่มีความงดงามจนได้รับการยกให้เป็นมรดกโลกแห่งนี้ ยังคงรอให้ไปท่านไปสัมผัสด้วยตัวของท่านเอง 

อ้างอิง

ประชาชื่น.(2559).หลวงพระบาง เมืองมรดกโลกที่มีชีวิต(1).ค้นเมื่อ 7 กันยายน 2562, จาก 
           https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_96758

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.(2559).การศึกษาบทเรียน

           จาก เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง สู่ว่าที่เมืองมรดกโลกเชียงใหม่: กรณีศึกษาการกำหนดเขต
           การใช้ที่ดิน และการ แปลงเฮือนพักนักท่องเที่ยว”.ค้นเมื่อ 7 กันยายน 2562, จาก
           http://www.sri.cmu.ac.th/~ctrd/uploads/files/file_20180509_1525839294.pdf?
           fbclid=wAR06rtw30UrFlhmbuO9BgLzmaTAeAL_0hssJOVjDynhe4G-XZEGR852Ln58

Go!Graph. (2561).[Go!Graph x Sofitel] Luang Prabang ปล่อยชีวิตให้ช้าลงที่ หลวงพระบาง.ค้น

           เมื่อ 7 กันยายน 2562, จาก http://go-graph.com/gograph-x-sofitel-luang-prabang/
           
LuangPraBang.(2556).ประวัติหลวงพระบาง.ค้นเมื่อ 7 กันยายน 2562, จาก
           http://luangprabangtour.com/%E0%B8%9B

TrueID.(2561).10 ที่เที่ยว หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก.ค้นเมื่อ 7 กันยายน 2562, จาก 

           https://travel.trueid.net/detail/4wb7bpqnp9W

Monday, August 26, 2019

"บานา ฮิลล์" มนต์เสน่ห์แห่งดานัง

            สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผู้เขียนจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากมีใครกำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวที่ให้กลิ่นอายความเป็นยุโรป แต่ราคาสบายกระเป๋า แถมยังอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม สามารถตอบโจทย์ความต้องการนั้นได้ เพราะที่นี่นอกจากจะมีธรรมชาติที่งดงามตระการตาแล้ว ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็น ดินแดนยุโรปแห่งเอเชีย อีกด้วย  ดังนั้นผู้เขียนจะพาไปรู้จักกับ "บานา ฮิลล์" สถานที่ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เมืองจำลองสไตล์ฝรั่งเศสบนภูเขา ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

Ba Na Hill
ภาพจาก http://www.culturedcreatures.co/vietnam-ba-na-hill-cable-car

         ย้อนกลับไปช่วง ค.ศ. 1900 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ช่วงที่ฝรั่งเศสล่าอาณานิคมและตั้งถิ่นฐาน
"บานา ฮิลล์" (Ba Na Hillss) เป็นยอดเขาสูงที่ถูกปลูกสร้างให้เป็นหมู่บ้านฝรั่งเศส และปลูกเป็นบ้านพักตากอากาศให้ชาวฝรั่งเศสในขณะนั้น จนเมื่อฝรั่งเศสถอยถอนกำลังกลับประเทศ บานา ฮิลล์ ก็ถูกทิ้งร้างไปนานหลายปี จนช่วงปี ค.ศ. 2000 ที่นี่ก็ได้รับการบูรณะฟื้นฟูจากรัฐบาลเวียดนาม และรัฐบาลได้สร้างกระเช้า โรงแรม ร้านอาหาร ทุ่งลาเเวนเดอร์ องค์พระใหญ่ วัดจัีน และสวนสนุก เพื่ออำนวยความสะดวกมากมายเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ใกล้กับเมืองดานัง บานา ฮิลล์ ห่างจากเมืองดานังประมาณ    40 กิโลเมตร และสร้างขึ้นบนภูเขาเจืองเซิน (Troung Son) ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,489 เมตร ดังนั้นวิธีที่จะขึ้นไปถึงบานา ฮิลล์ ได้ก็คือต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้า แต่การเดินทางขึ้นบานา  ฮิลล์ มีค่าทางผ่าน รวมค่ากระเช้า ค่าเข้าชม และเครื่องเล่นต่างๆ แบบ Day Pass สำหรับชาวต่างชาติ 
 - ผู้ใหญ่ ราคา 650,000 ดอง
- เด็ก (สูงไม่เกิน 130 cm) ราคา 550,000 ดอง
- เด็กสูงน้อยกว่า 100 cm เข้าฟรี


ภาพจาก https://themomentum.co/bana-hills-danang-vietnam

      นอกจากนี้กระเช้าลอยฟ้าของ บานา ฮิลล์ มีความพิเศษมาก เนื่องจากได้รับการบันทึกสถิติโลกโดย Guinness Book เอาไว้ถึง 4 หมวดความเป็นที่สุด ได้แก่ 
1. กระเช้าไฟฟ้า ระยะทางยาวที่สุดในโลก 5,801 กิโลเมตร
2. กระเช้าไฟฟ้า ระยะจากฐานสู่ยอดสุงที่สุดในดลก 1,368 เมตร
3. กระเช้าไฟฟ้า ที่สายเคเบิลยาวที่สุดในโลก 11,587 เมตร
4. กระเช้าไฟฟ้า ที่สายเคเบิลหนัดที่สุดในโลก 141.24 ตัน


5 จุดไฮไลท์ของบานาฮิลล์ที่ไม่ควรพลาด

            1. สวนแห่งความรัก Le Jardin d'Amour Garden สวนดอกไม้แห่งนี้จะมีดอกไม้นานาพันธุ์มีหลากหลายสไตล์และสีสันที่งดงามลงตัว รวมไปถึงทุ่งดอกลาเวนเดอร์ตั้งอยู่ริมหน้าผาที่มีฉากหลังเป็นทิวเขาและทะเลหมอก 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Le Jardin d'Amour Garde
ภาพจาก https://www.vietvisiontravel.com/post/locals-guide-ba-na-hills-top-things-see

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Le Jardin d’Amour Gardens
                                 ภาพจาก https://themomentum.co/bana-hills-danang-vietnam

       2. วัดจีน หลิน อึ๋ง (Linh Ung Pagoda) และองค์พระใหญ่สีขาว ได้บรรยากาศราวกับว่าอยู่บนยอดเขาในเมืองจีน วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขาสูงที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 เมตร จุดเด่นคือสถาปัตยกรรมจีนที่มีความงดงาม มีซุ้มประตูแบบจีนตั้งอยู่ริมหน้าผา เมื่อมองออกไปจะพบกับท้องฟ้าที่มีหมู่เมฆปกคลุม ให้ความรู้สึกราวกับประตูไปสู่สวรรค์ อีกทั้งยังมีองค์พระใหญ่สีขาวที่มีความสูงกว่า 6 เมตร เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สักการะขอพร


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ linh ung pagoda
ภาพจาก https://stock.adobe.com/th

5.The statue of buddha-2
 ภาพจาก https://travelblog.expedia.co.th/asia

5.The statue of buddha-1
     ภาพจาก https://travelblog.expedia.co.th/asia

  3. สวนสนุก Fantasy Park เป็นสวนสนุกที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายชื่อดังเรื่อง  Journey To The Center Of The Earth และ 2,000 Leagues Under The Sea แต่งขึ้นโดยนักเขียนชาวฝรั่งเศสชื่อว่า จูลส์ เวิร์น (Jules Verns) ในสวนสนุกจะประกอบไปด้วยหอคอยสูงที่ให้บรรยากาศราวกับอยู่ในโลกเทพนิยาย มีสวนไดโนเสาร์ ภาพยนตร์ระบบ 3D ไปจนถึง 5D และยังมีเครื่องเล่นอีกหลากหลายประเภท



ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ fantasy park bana hills
ภาพจาก https://fayfay.com/en-us/experience

ภาพจาก http://www.culturedcreatures.co/vietnam-ba-na-hill-cable-car

             4. หมู่บ้านฝรั่งเศส (French Village) สถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสในยุคกลางที่อยู่บนยอดเขา ให้บรรยากาศหรูหรางดงามราวกับอยู่ยุโรป ภายในหมู่บ้านมีการอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างครบครัน อาทิเช่น โบสถ์ โรงแรม ร้านอาหาร เป็นต้น


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ french village bana hills
ภาพจาก https://www.kayak.co.th

ภาพจาก https://thestandard.co/danang-vietnam/

            5. สะพานลอยฟ้าโกลเด้น (Golden Bridge) เป็นสถานที่สำคัญบน บานา ฮิลล์ ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องไปเยือน เนืองจากสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแปลกตา เป็นสะพานลอยฟ้าริมหน้าผาที่ให้บรรยากาศที่งดงามน่าหลงใหลสามารถชมวิวของเมืองดานังได้อย่างทั่วถึง โดยสะพานลอยฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ริมหน้าผาบนยอดเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,414 เมตร ระยะทางของสะพานมีความยาวประมาณ 500 เมตร เอกลักษณ์ที่มีความสวยงามอลังการของสะพานแห่งนี้ คือรูปปั้นมือขนาดใหญ่ที่รองรับและยกชูตัวสะพานอันเหลืองอร่ามเอาไว้


ภาพจาก https://fayfay.com/en-us/experience

ภาพจาก https://thestandard.co/danang-vietnam

             บานา ฮิลล์ นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับการไปเที่ยวแบบครอบครัว เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยเพราะมีสวนสนุกให้เด็กๆเล่น มีวัดจีนสำหรับสักการะขอพร มีบรรยากาศที่ดีและแต่ละสถานที่มีเอกลักษณ์ที่งดงาม ซึ่งเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่อชอบการถ่ายภาพเพราะมีหลากหลายมุมถ่ายภาพที่สวยงามให้เลือกสรร อีกทั้งยังมีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมยุโรปที่ทิ้งร่องรอยทางประวัติศาสตร์เอาไว้ให้ท่านได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วจะหลงใหลในเสน่ห์ของ "บานา ฮิลล์" เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม


อ้างอิง
Cultured Creatures.(2559).DA NANG: "บานาฮิลล์" กระเช้าไฟฟ้าที่ยาวที่สุดในโลกของเวียดนาม  
           เจ้าของ 4 สถิติโลกกินเนสส์.ค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2562, จาก 
           http://www.culturedcreatures.co/vietnam-ba-na-hill-cable-car/?
           fbclid=IwAR02Q0K7huohMJ3Od2D5ua4Mn67q8GkvBz9bzIoGeR0Rrjl4FUxzwQGU
           WO0

EXPEDIA TH.(2561).ชมวิว "บานาฮิลล์" ขึ้นกระเช้าไฟฟ้าสุดอลังการที่เวียดนาม.ค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 
           2562, จาก https://travelblog.expedia.co.th/asia/bd07_september18/?
           fbclid=IwAR1HbAsV-hfiqGVPwojnCCWmKv5u-_-qRx4Flqadqjrf3V5oY-wM3Ltep0A

Mushroom Travel.(2562).8 กิจกรรมสุดเฟี้ยว เที่ยวบานาฮิลล์ ที่ไม่ควรพลาด.ค้นเมื่อ 24 สิงหาคม  
           2562, จาก https://www.mushroomtravel.com/page/vietnam-ba-na-hills/?            
           fbclid=IwAR0mSwkA41F7JO9MPWlV-r28u6ePmYaLvAdEyTdw-
           StGA40paDfmXcxIE3k

The Momentum.(2560).ขึ้นกระเช้า เที่ยว 'บานา ฮิลล์' แห่งดานัง.ค้นเมื่อ 24 สิงหาคม  2562, 
            จาก https://themomentum.co/bana-hills-danang-vietnam/?
            fbclid=IwAR3A31KTmhPIc70ibgEXqTVEcI4yXSVV1nFfkgHaBRNCOFp1yHEF2qrso
            6w

The Standard.(2561).บานา ฮิลล์ หุบเขาที่จะทำให้คุณลืมภาพเวียดนามแบบเดิมๆ.ค้นเมื่อ 24 
            สิงหาคม 2562, จาก https://thestandard.co/ba-na-hills/?
            fbclid=IwAR0CqImv3qiKlA5XVWT3ZXvDR71bpy_TpswSafMZCzgGsAVg-tC2ruWi-
            0o

Tuesday, August 6, 2019

ตำนานกวนเกษียรสมุทร ศิลปะอันทรงคุณค่าของอาณาจักรเขมรโบราณ

           หากจะกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในประเทศกัมพูชา สถานที่แรกที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องนึกถึงคงหนีไม่พ้นนครวัดที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งเคยมีคนกล่าวไว้ว่า “See Angkor Wat and Die” ก่อนตายขอให้ได้ไปชมนครวัดสักครั้งในชีวิต และหนึ่งในมนต์เสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนที่ไปเยือนนครวัดเป็นอันต้องหลงใหลในความมหัศจรรย์นั่นคือการนำหินขนาดใหญ่มหึมามาเรียงรายต่อกันแล้วสลักลวดลายอันวิจิตรบรรจงลงหินแต่ละก้อนอย่างปราณีตงดงาม โดยรอบผนังระเบียงของปราสาทนครวัดมีภาพแกะสลักหินที่บอกเล่าเรื่องราวจากวรรณคดีตามความเชื่อทางศาสนาฮินดู เช่น รามายณะ มหาภารตยุทธ์ ปรากฏอยู่ทั่วไม่เว้นแม้กระทั่งกรอบประตูและช่องหน้าต่าง จึงทำให้ปราสาทนครวัดมีความงดงามอลังการ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของชาวเขมรโบราณและความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรในสมัยที่เคยรุ่งเรือง ที่ถึงแม้มีอายุมานานนับพันปีแล้วแต่ยังคงทิ้งร่องรอยความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู


ที่มา https://bangkokattractions.com

           ในจำนวนภาพแกะสลักทั้งหมดที่มีในปราสาทนครวัดมีอยู่ภาพหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ตระการตาที่สุดที่ผู้ไปเยือนนครวัดทุกคนต้องไปชม คือภาพแกะสลักที่ระเบียงทิศตะวันออกฝั่งใต้ ผนังกำแพงแกะสลักหินมีความยาวประมาณ 50 เมตร เป็นเรื่องราวจากคัมภีร์ภควัตปุราณะ ว่าด้วยตำนานการกวนเกษียรสมุทร ตรงกลางภาพเป็นรูปพระวิษณุประทับบนเขามันทระ ซึ่งมีพญานาควาสุกรีพันรอบเขา หัวนาคอยู่ทางด้านซ้ายมีอสูรฉุด 92 ตน หางนาคด้านขวามีเทวดา 88 องค์ ส่วนด้านล่างมีเต่ายักษ์หนุนเขาอยู่ ซึ่งเป็นร่างอวตารของพระวิษณุมีชื่อว่า “กูมาวตาร”


ที่มา http://thongkum.blogspot.com/2015/11/blog-post_88.html

ที่มา http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot/2008/07/16/entry-1

           เรื่องราวตำนานการกวนเกษียรสมุทร เกิดจากการที่ฤๅษีทุรวาสซึ่งเป็นร่างอวตารของพระศิวะ ได้รับพวงมาลัยดอกไม้ทิพย์จากพระแม่ปาราวตี แล้วบังเอิญพบกับพระอินทร์ซึ่งประทับอยู่บนพญาช้าง ฤๅษีทุรวาสจึงถวายพวงมาลัยดอกไม้ทิพย์ให้กับพระอินทร์ แต่เนื่องด้วยกลิ่นของพวงมาลัยดอกไม้ทิพย์นั้นทำให้พญาช้างเกิดอาการคลุ้มคลั่ง จึงใช้งวงเหวี่ยงมาลัยทิพย์ลงพื้นแล้วกระทืบจนแหลกละเอียดต่อหน้าฤษีทุรวาส เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ฤษีทุรวาสเกิดบันดาลโทษะ ด้วยความโกรธเคืองจึงสาปแช่งให้พระอินทร์และเหล่าเทพบนสวรรค์เพลี่ยงพล้ำในสงครามกับเหล่าอสูรในทุกครั้งไป พระวิษณุเห็นดังนั้นจึงออกอุบายช่วยเหลือเหล่าเทพโดยทำการกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอำมฤตมาดื่มเหล่าเทพจะมีชีวิตเป็นอมตะและไม่พ่ายแพ้ในสงคราม แต่เนื่องจากพิธีนี้ต้องอาศัยแรงอสูรมาร่วมมือด้วย พระอินทร์จึงหลอกล่อให้เหล่าอสูรมาช่วยกันกวนเกษียรสมุทรพอเสร็จแล้วจะแบ่งน้ำอมฤตให้ เหล่าอสูรหลงกลจึงได้เกิดพิธีการกวนเกษียรสมุทรขึ้น


ที่มา https://www.flickr.com/photos/92782865@N00/264702847

           พระวิษณุใช้เขามันทระเป็นแกนในการกวนน้ำในมหาสมุทรกลศะ ใช้พญานาควาสุกรีพันล้อมรอบเขาเป็นเชือกให้เทพดึงข้างหนึ่งอสูรดึงอีกข้างหนึ่ง ฝ่ายเทพฉลาดเลือกดึงหางนาคส่วนอสูรต้องดึงทางหัว การกวนผ่านไปเรื่อยๆโดยต่างฝ่ายต่างออกแรงฉุดพญานาควาสุกรีกันเป็นจังหวะ ทำให้เขามันทระหมุนเสียดสีกับพื้นเกิดการสั่นสะเทือนไปสามโลก อีกทั้งเขามันทระค่อยๆจมไปในมหาสมุทรเนื่องจากมีอสูรมัจฉาคอยแทะแผ่นดินเพื่อเปิดทางให้น้ำอมฤตไหลเข้าสู่โลกมนุษย์ พระวิษณุเห็นว่าหากปล่อยไว้แบบนั้นโลกอาจพังพินาศได้ จึงอวตารเป็นเต่ายักษ์กูรมาวตารเพื่อมาปราบอสูรมัจฉาและใช้กระดองของตนเองรองรับแรงเสียดสีของเขามันทระไม่ให้ทะลุมาโลกมนุษย์ พิธีกวนเกษียรสมุทรใช้เวลายาวนานจนพญานาควาสุกรีทนไม่ไหวพ่นพิษหาลาหลออกมา เหล่าอสูรที่อยู่ด้านหัวต่างได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก และเนื่องด้วยพิษร้ายในคราวนี้เองจึงทำให้หน้าตาของพวกอสูรที่เคยงดงามประหนึ่งเป็นเทพต้องมลายหายไปเป็นมีหน้าตาที่น่าเกลียดน่ากลัว อีกทั้งละอองพิษหาลาหลนี้ยังกระจายไปทั่วทั้งจักรวาล พระศิวะจึงช่วยดูดกลืนพิษร้ายที่เหลือทั้งหมดไว้ทำให้คอพระศิวะมีสีดำสนิท พระองค์จึงได้ชื่อว่านิลกัณฑ์ ผู้เขียนเคยได้ยินมาว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความรักสีดำเปรียบดังคอของพระศิวะ อันเนื่องมาจากความเสียสละของพระองค์ที่รับพิษทั้งหมดไว้แทนมนุษย์


ที่มา http://www.siamganesh.com/hindu/archives/440

          เมื่อการกวนเกษียรสมุทรของเหล่าเทพและอสูรผ่านพ้นไปครบหนึ่งพันปีจนน้ำในมหาสมุทรข้นเป็นน้ำนม จึงเกิดสิ่งของวิเศษต่างๆขึ้นมา 14 อย่าง ได้แก่
          สิ่งแรกคือดวงจันทร์ พระวิษณุหยิบเอาดวงจันทร์มาทัดเป็นปิ่นปักผม เทวดาและอสูรเห็นถึงรัศมีที่เปล่งประกายงดงามของพระศิวะและดวงจันทร์คู่กันอย่างเหมาะสม จึงต่างสรรเสริญพระนามให้ใหม่ในทันทีว่า “จันทรเศขร”
          สิ่งที่สองคือ แก้วเกาสตุภะ พระวิษณุใช้เป็นเครื่องประดับพระอุระ
          สิ่งที่สามคือ ดอกบัวซึ่งมีพระนางลักษมีประทับอยู่ภายใน โดยพระนางลักษมีไปเป็นชายาของพระวิษณุ
          สิ่งที่สี่คือ นางวารุณีเทพีแหล่งสุราเมรัย
          สิ่งที่ห้าคือ ช้างเผือกเอราวัณ เป็นพาหนะประจำพระองค์ของพระอินทร์
          สิ่งที่หกคือ ม้าขาวอุจไจศรพ เป็นพาหนะของพระอินทร์
          สิ่งที่เจ็ดคือ ต้นปาริชาติ ดอกมีกลิ่นหอม มีสรรพคุณทำให้สามารถระลึกชาติได้ พระอินทร์จึงนำไปปลูกบนสวรรค์
          สิ่งที่แปดคือ โคกามเธนุหรือโคสุรภี แม่โควิเศษที่สามารถบันดาลได้ทุกสิ่งตามต้องการ
          สิ่งที่เก้าคือ หริธนู
          สิ่งที่สิบคือ สังข์
          สิ่งที่สิบเอ็ดคือ นางอัปสราผู้มีความสง่างาม 35 ล้านตน นางอัปสรเป็นผู้ที่มีทั้งความงามและความสามารถในการร้องรำทำเพลง ซึ่งร่ายรำอยู่ด้านบนเป็นการอวยพรการทำพิธีกวนเกษียรสมุทร อัปสรามีความหมายว่าผู้กำเนิดจากน้ำหรือผู้แหวกว่ายในน้ำ ซึ่งภายในปราสาทนครวัดมีภาพแกะสลักรูปนางอัปสรกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งปราสาทกว่า 1,700 องค์ โดยแต่ละองค์จะมีลักษณะท่าทางที่แตกต่างกันออกไป
          สิ่งที่สิบสองคือ พิษร้ายซึ่งไม่มีใครรับไว้ครอบครองนอกจากพวกเหล่าอสรพิษทั้งหลาย
          สิ่งที่สิบสามและสิบสี่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆกันคือ ธันวันตริเป็นแพทย์สวรรค์ผู้ทูนหม้อน้ำอมฤตขึ้นมา แล้วค่อยๆ ประคองวางลงบนแท่นบัวทองคำอันวิจิตรสถิตอยู่ริมฝั่งเกษียรสมุทร


ที่มา http://www.baanjompra.com/webboard/thread-1142-1-1.html

ที่มี https://www.ch3thailand.com/news/scoop/14034

ที่มา https://www.pinterest.com/pin/306737424591655062/

           เมื่อได้น้ำอมฤตแล้วพระวิษณุจึงออกอุบายแปลงเป็นหญิงงาม “โมหิณี” เพื่อหลอกล่อให้เหล่าอสูรสนใจ พอสบโอกาสเหล่าเทพจึงรีบดื่มกินน้ำอมฤตโดยไม่เหลือให้เหล่าอสูรที่กำลังหลงใหลในความงามของนางโมหิณี แต่มีอสูรตนหนึ่งนามว่า “ราหู” ที่ไม่หลงใหลในหญิงงามและแอบแปลงกายเป็นเทวดาเข้าไปร่วมดื่มกินน้ำอมฤต พระจันทร์และพระอาทิตย์รู้เข้าจึงนำเรื่องไปฟ้องพระวิษณุ พระองค์จึงขว้างจักรสุทรรศนะไปตัดร่างราหูขาดเป็นสองท่อน แต่น้ำอมฤตที่ราหูดื่มลงไปถึงกระเพาะทำให้ท่อนบนราหูเป็นอมตะส่วนท่อนล่างกลายเป็นอสุรกายชื่อว่า “ดาวเกตุ”  ด้วยความเครียดแค้นในพระจันทร์และพระอาทิตย์ราหูจึงจับพระจันทร์และพระอาทิตย์กิน แต่ความที่ร่างมีเพียงครึ่งเดียวเมื่อกลืนก็หลุดออกมาทางท้อง กลายเป็นตำนานความเชื่อที่ทำให้เกิดเป็นสุรุปราคาและจันทรุปราคา


ที่มา https://www.facebook.com/AsianStudiesTH/posts/717795178295400/

          นอกจากในนครวัดแล้วภาพกวนเกษียรสมุทรยังได้ถูกพบในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อครั้งที่สถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์และได้สร้างนครธมเป็นราชธานี พระองค์ได้ให้ช่างรังสรรค์งานประติมากรรมเล่าเรื่องกวนเกษียรสมุทรไว้ที่ประตูทางเข้าเมืองทั้ง 4 ทิศ แสดงเป็นนัยว่าเมื่อกองทัพของพระองค์ยกทัพออกไปสู้รบกับศัตรู เปรียบเหมือนได้รับการประพรมน้ำอมฤตจากการกวนเกษียรสมุทรเพื่อชีวิตเป็นอมตะและมีชัยชนะตลอดกาล
ที่มา http://angkorwatsiemreapcambodia.blogspot.com/

           ตำนานการกวนเกษียรสมุทรยังคงรอให้ทุกท่านได้ไปสัมผัสกับเรื่องราวอันน่ามหัศจรรย์ใจนี้ด้วยตาของท่านเอง ผู้เขียนมั่นใจว่าเรื่องราวตำนานที่ถูกรังสรรค์ให้เป็นศิลปะเขมรโบราณนี้จะตราตรึงอยู่ในใจของผู้ไปเยือนดังเช่นที่ตราตรึงอยู่ในใจของผู้เขียนมิรู้ลืม

อ้างอิง

กวิฎ ตั้งจรัสวงศ์.(ม.ป.ป.).รูปกวนเกษียรสมุทรที่ระเบียงคดชั้นที่ 2 ด้านทิศตะวันออก - ANGKOR  
           WAT.ค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2562, จาก http://art-in-sea.com/en/kavit/item/145-angkor-
           wat6.html
เชียงใหม่นิวส์.(2561).ตามรอยศิลปะขอม สู่ นครวัด นครธม.ค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2561, จาก 
           https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/683907
ทองคำ วิรัตน์.(2558).ไขปริศนาความลี้ลับแห่งอังกอร์.ค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2562, จาก 
           http://thongkum.blogspot.com/2015/11/blog-post_88.html?m=1
Feng Shui.(2551).นครวัด..(๓)ตำนานกวนเกษียรสมุทรกำเนิดของอัปสราและราหูทำให้เกิด
           จันทรุปราคา ได้อย่างไรหาความจริงได้.ค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2562, จาก 
            http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz/2008/07/01/entry-1

พระนางลักษมี เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์

ภาพพระลักษมี จาก  https://www.spiri-apps.com/en/attracting-abundance/             พระลักษมี เป็นหนึ่งใน “ตรีเทวี” ที่มีความสำคัญเป็นอ...